512
ความสัมพันธ์ระหว่างวินเซนต์กับวิกเตอร์เป็นอย่างไรบ้าง?
วินเซนต์และวิคเตอร์
เป็นพี่ของหน้าตาเหมือนอย่างกับฝาแฝด พวกเค้าอายุต่างกัน และนิสัยต่างกัน วิคเตอร์รักน้องชายมากๆถึงแม้ตัวเองจะชอบกวนน้องชายอยู่บ่อยๆ
วินเซนต์ก็รักที่ชายและพ่อเลี้ยงอย่างมาก พวกเค้าเหมือนเหรียญคนละด้าน
วิคเตอร์ เป็นพี่ชาย เป็นอาจารย์สอนสังคม มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุม เย็นชา และค่อนข้างที่จะจริงจังและดุ ปากร้ายแบบกวนๆ
วินเซนต์ เป็นน้องชาย เรียนอยู่คณะศิลปะ มีคนสุภาพ เรียบร้อย ใจดีและค่อนข้างยอมคน มีนิสัยขี้เล่น ถึงตัวจะดูน่ากลัวในบางครั้ง
เป็นน้องตัวป่วนเพราะพวกเค้าชอบสลับชุดและจัดทรงผมให้คล้ายอีกฝ่ายเพื่อแกล้งคนอื่น
คุณช่วยถามเพื่อนของคุณได้ไหมว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้โรคซึมเศร้าของไมค์รุนแรงขึ้น?
แม่ของ Kì คือใคร?
พ่อและแม่ของkìที่แท้จริง ชื่อจริงๆของพวกเค้าเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ แต่ทั้งคู่ต่างก็เสียไปแล้วจากสงครามระหว่าง ฝั่งแสง และ ฝั่งมืด เป็นรักต้องห้ามระหว่างสองฝั่งจึงโดนตามล่าพ่อของkìเป็นทหารที่พยายามสู้สุดตัว ตอนที่จนมุม แม่ของ kì ได้ค่อยวางไข่ลงน้ำและหวังว่าจะได้เจอใครสักคนที่พร้อมดูแล จนไปเจอ mumi
ส่วนแม่เลี้ยงของkìคือ mike ถรรยาของmumi เธอคอยดูแลkìในยามที่สามีไม่อยู่
มันเป็นธรรมเนียมเหรอ? ทำไมมูมิถึงพยายามจะกินลูกตัวเองล่ะ?
ในตอนแรกที่ยังkìยังเป็นไข่mumiนึกว่าเป็นไข่ของสัตว์ธรรมดาและพอตอกออกมาเตรียมจะกินก็ดัน เป็นลูกเจี๊ยบ นั้นก็เป็นเหตุผลที่ตั้งชื่อว่าkì(ที่แปลว่าไก่)เป็นลูกเจี๊ยบที่หน้าดาประหลาดก็เลยว่าจะเลี้ยงไว้รอโต แต่พอเริ่มโตขึ้นมาอีกนิดร่างกายก็เปลี่ยนเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กที่ดูเหมือนลูกมังกรในฝั่งมืดและก็ดูร่าเริงและอบอุ่นเหมือนฝั่งแสง หลังจากนั้นmumi ก็ล้มเลิกการจะกินเด็กคนนั้นไปเลยแล้วตั้งใจเลี้ยงอย่างดี
ความสัมพันธ์ระหว่าง Mumi กับ Kì เป็นอย่างไรบ้าง?
Mumi ถูกวางไว้ให้เป็นตัวตนพิเศษระดับภัยพิบัติ เค้าค่อยข้างน่ากลัว อายุยืนยาวจนนับไม่ได้ แต่เค้าก็เป็นพ่อที่ดีมาก หลังจากรับ kì มาเลี้ยงแล้วเค้าก็คอยดูแลและฝึกฝนให้ลูกชายแข็งแกร่งพอจะสามารถดูแลตัวเองได้ kì ไม่เคยหวาดกลัว mumi เลยสักครั้ง กลับกันเค้าอยากจะโตและคอยอยู่ปกป้อง mumi พวกเค้าเป็นพ่อลูกที่อบอุ่น mumi หลังจากมีkìเข้ามาเป็นลูก เค้าก็ดูอ่อนโยนขึ้นกว่าเมื่อก่อนแบบมากๆ
เราจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับวินเซนต์เพิ่มเติมได้ไหม!?
หลังจาก Takamiya Yue รับวินเซนต์และวิคเตอร์มาเลี้ยง ชีวิตของทั้งสองก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ พวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางไร่นาอันเงียบสงบ ได้รับความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลราวกับเป็นลูกแท้ ๆ ของ Yue แม้ว่าปริศนาในอดีตจะยังคงไม่มีคำตอบก็ตาม
แต่สำหรับวินเซนต์ มีบางสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไปมาตั้งแต่ยังเด็ก
เขามักมองเห็น "บางอย่าง" ที่ไม่มีใครคนอื่นมองเห็น
ในสายตาของวินเซนต์ โลกไม่ได้มีเพียงผู้คน สัตว์ หรือธรรมชาติเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยดวงวิญญาณ เงาลางเลือน และสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เดินปะปนอยู่กับผู้คนอย่างเงียบงัน ราวกับพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของโลกมาตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันได้
ในวัยเด็ก วินเซนต์ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ตนเห็นเป็นเรื่องผิดปกติ เขามักโบกมือทักทายอากาศ พูดคุยกับมุมห้องที่ไม่มีใครอยู่ หรือหัวเราะตอบคำถามของใครบางคนที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน
หลายครั้ง Yue จะพบลูกชายกำลังนั่งคุยอยู่คนเดียวใต้ต้นไม้ หรือยืนจ้องไปยังพื้นที่ว่างเปล่าเป็นเวลานาน
"พ่อ...ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ทำไมเหรอ"
"ลุงคนนั้นบอกว่าเขาหาทางกลับบ้านไม่เจอ"
ทุกครั้งที่ได้ยินคำถามเหล่านั้น Yue จะหันไปมองตาม แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลย
ในช่วงแรก Yue คิดว่าเป็นเพียงจินตนาการของเด็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มตระหนักว่าวินเซนต์ไม่ได้กำลังเล่นสมมติ เขาเชื่อจริง ๆ ว่ามีใครบางคนอยู่ตรงหน้า และสีหน้าที่แสดงออกมาก็จริงจังเกินกว่าจะเป็นเรื่องโกหก
แม้จะไม่เข้าใจว่าความสามารถนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร Yue ก็ไม่เคยดุหรือปฏิเสธคำพูดของลูก เขาเพียงรับฟัง คอยปลอบโยน และสอนให้วินเซนต์ระมัดระวังในการพูดถึงเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าคนอื่น
น่าเสียดายที่โลกภายนอกไม่ได้อ่อนโยนเหมือนบ้านของเขา
เมื่อเข้าโรงเรียน วินเซนต์มักเผลอพูดกับดวงวิญญาณที่เดินผ่านไปมาอยู่เสมอ บางครั้งเขาจะเว้นที่นั่งไว้ให้ "ใครบางคน" หรือจู่ ๆ ก็หันไปตอบคำถามของคนที่ไม่มีตัวตน ทำให้เพื่อนร่วมชั้นมองว่าเขาเป็นเด็กประหลาด
ข่าวลือเริ่มแพร่กระจาย หลายคนกล่าวหาว่าเขาโกหกเพื่อเรียกร้องความสนใจ บางคนเรียกเขาว่าเด็กเสียสติ ขณะที่บางคนถึงขั้นหวาดกลัวและพากันตีตัวออกห่าง
การล้อเลียนค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากคำพูดกลายเป็นการกลั่นแกล้ง ทั้งการแอบซ่อนของ ขีดเขียนโต๊ะเรียน ล็อกตัวไว้ในห้องเก็บของ หรือแม้แต่การผลักไสให้เขาอยู่เพียงลำพัง
Yue พยายามปกป้องลูกชายทุกวิถีทาง แต่เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อย ๆ เขาจึงตัดสินใจย้ายโรงเรียนให้วินเซนต์หลายครั้ง หวังว่าจะมีที่สักแห่งที่ยอมรับตัวตนของเด็กคนนี้ได้
ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบาก ศิลปะกลายเป็นที่พักพิงเพียงแห่งเดียวของวินเซนต์
เขาหลงใหลการวาดภาพตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ว่าจะเป็นสมุดวาดเขียน ผืนผ้าใบ หรือแม้แต่เศษกระดาษ เขาสามารถใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับดินสอและพู่กันได้อย่างไม่รู้เบื่อ
ภาพวาดของเขามักเต็มไปด้วยทิวทัศน์ ผู้คน และสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ไม่มีใครเคยเห็น หลายครั้งผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเพียงจินตนาการของเด็ก แต่สำหรับวินเซนต์ สิ่งที่เขาวาดคือโลกที่เขามองเห็นอยู่ทุกวัน
แม้จะมีบุคลิกอ่อนโยน เงียบขรึม และไม่ค่อยพูดกับคนแปลกหน้า แต่วินเซนต์กลับสนิทกับวิคเตอร์มากกว่าผู้ใด เขามักเดินตามพี่ชายไปทุกที่ และชื่นชมวิคเตอร์จนเผลอเลียนแบบหลายอย่าง รวมถึงทรงผม
เขาไว้ผมทรงเดียวกับวิคเตอร์อยู่เสมอ จนหลายคนเข้าใจผิดว่าทั้งคู่เป็นฝาแฝด เพราะนอกจากใบหน้าจะคล้ายกันราวกับพิมพ์เดียวกันแล้ว ส่วนสูง รูปร่าง และการแต่งตัวก็แทบไม่ต่างกัน
ความจริงแล้ว ทั้งสองไม่ใช่ฝาแฝด หากเป็นพี่น้องที่มีอายุต่างกัน เพียงแต่ช่องว่างของอายุไม่มากนัก ประกอบกับความคล้ายกันอย่างน่าเหลือเชื่อ จึงทำให้แม้แต่คนที่รู้จักพวกเขามานาน บางครั้งก็ยังเรียกสลับชื่ออยู่บ่อยครั้ง
สำหรับวินเซนต์แล้ว วิคเตอร์ไม่ใช่เพียงพี่ชาย แต่เป็นทั้งครอบครัว คนที่คอยปกป้องเขาจากสายตาของผู้คน
ภูมิหลังของเจสซี่เป็นอย่างไรบ้าง? แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อแม่ (หรือพ่อ/แม่) เป็นแบบไหน?
ความสัมพันธ์ของ Jesse กับพ่อและแม่
Jesse แทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่เลย เพราะแม่ของเขาเสียชีวิตไม่นานหลังจากคลอดเขา เนื่องจากเสียเลือดมาก แม้เขาจะไม่เคยได้ยินเสียงแม่ หรือจำใบหน้าของแม่ได้ แต่พ่อมักเล่าเรื่องของแม่ให้ฟังอยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อให้เขารู้สึกผิด แต่เพื่อให้รู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเขาตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก
ตลอดชีวิต พ่อของ Jesse ไม่เคยโทษเขาแม้แต่ครั้งเดียวที่เป็นสาเหตุให้แม่เสียชีวิต เมื่อ Jesse โตพอจะเข้าใจเรื่องความตายและถามพ่อว่า "ถ้าวันนั้นข้าไม่เกิด แม่ก็คงยังอยู่ใช่ไหม" พ่อเพียงส่ายหน้าแล้วตอบว่า
"แม่ของเจ้าตัดสินใจให้เจ้ามีโอกาสได้ใช้ชีวิต และข้าจะไม่มีวันโทษของขวัญชิ้นสุดท้ายที่นางทิ้งไว้ให้ข้า"
คำพูดนั้นกลายเป็นสิ่งที่ Jesse จำไปตลอดชีวิต
หลังจากแม่เสีย พ่อเลี้ยง Jesse ขึ้นมาเพียงลำพัง แต่เขาไม่ได้เติบโตมากับพ่อเพียงคนเดียว เขาเติบโตท่ามกลางคาราวานของเหล่าโจรที่เดินทางไปด้วยกัน ทุกคนในคาราวานต่างช่วยกันเลี้ยงเด็กคนนี้ คนหนึ่งสอนยิงปืน อีกคนสอนขี่ม้า อีกคนสอนเล่นไพ่ บางคนสอนเอาตัวรอด บางคนสอนทำอาหาร และบางคนก็เป็นคนคอยดุเวลาที่ Jesse ก่อเรื่อง
สำหรับ Jesse คนเหล่านั้นไม่ใช่แค่ลูกน้องของพ่อ แต่เป็นครอบครัว เขาเรียกพวกเขาว่า "ลุง" หรือ "ป้า" ตามความสนิท แม้จะไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่ทุกคนต่างเฝ้ามองเขาเติบโตมาตั้งแต่ยังเดินไม่แข็ง
ความสัมพันธ์ระหว่าง Jesse กับพ่อเต็มไปด้วยความไว้ใจมากกว่าคำพูดหวาน ๆ ทั้งคู่ไม่ใช่คนที่ชอบบอกรักกันตรง ๆ พ่อมักสอนผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด ส่วน Jesse ก็แสดงความรักด้วยการอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือพ่อทุกครั้งที่ทำได้
แม้ Jesse จะชอบเถียง ชอบแหย่ และแอบสร้างปัญหาให้พ่อปวดหัวอยู่เสมอ แต่ในเวลาสำคัญ เขาจะเชื่อคำสอนของพ่อเสมอ และสิ่งที่เขาภูมิใจที่สุด ไม่ใช่การเป็นโจรที่เก่งที่สุด แต่คือการได้เป็นลูกชายที่พ่อสามารถยิ้มให้ได้
สิ่งที่พ่อสอน Jesse มากที่สุดไม่ใช่วิธีปล้นเกวียนหรือใช้ปืน แต่คือ "คนเราไม่ได้วัดกันที่อาชีพ แต่อยู่ที่สิ่งที่เลือกทำกับหัวใจของตัวเอง" คำสอนนี้จึงกลายเป็นหลักยึดของ Jesse ตลอดชีวิต ไม่ว่าเขาจะถูกคนอื่นเรียกว่าโจร คนร้าย หรืออาชญากร เขาก็ยังพยายามรักษาความเมตตาและหลักการที่พ่อปลูกฝังไว้เสมอ
สำหรับ Jesse แล้ว คำว่า "ครอบครัว" ไม่เคยหมายถึงแค่พ่อหรือแม่ แต่มันคือทุกคนในคาราวานที่ช่วยกันเลี้ยงเขามา หัวเราะด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน และพร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อกันและกัน นั่นคือบ้านหลังแรกของเขา และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่เคยทอดทิ้งคนของตัวเองในภายหลัง
ทำไมเจสซี่ถึงเป็นขโมย?
Jesse เกิดในครอบครัวของโจร แต่ครอบครัวของเขาไม่ใช่โจรที่ปล้นทุกคนที่ขวางหน้า พ่อของเขาเป็นโจรที่มีหลักการ เลือกปล้นเฉพาะพวกคนรวยที่เอาเปรียบชาวบ้าน พ่อค้าขี้โกง เจ้าของเหมืองที่กดขี่คนงาน หรือขุนนางที่ใช้ตำแหน่งหาผลประโยชน์จากคนยากจน เงินและทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้มาจะถูกนำไปช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหาร จ่ายค่ายา หรือช่วยให้ครอบครัวที่กำลังลำบากมีโอกาสเริ่มต้นใหม่
ตั้งแต่เด็ก Jesse เติบโตมาท่ามกลางการหลบหนี การเดินทาง และเรื่องเล่าของผู้คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของเขา สำหรับเขา "โจร" จึงไม่ได้หมายถึงคนชั่วเสมอไป แต่เป็นคนที่ลุกขึ้นต่อต้านความไม่ยุติธรรมด้วยวิธีของตัวเอง แม้จะเป็นวิธีที่ผิดกฎหมายก็ตาม
พ่อของ Jesse มักสอนเขาเสมอว่า "ถ้าจะขโมย ก็จงรู้ว่าเจ้ากำลังขโมยจากใคร และเพื่ออะไร" เขาห้ามไม่ให้ Jesse ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ห้ามปล้นคนจน ห้ามทำร้ายเด็กหรือคนที่ไม่มีทางสู้ และย้ำว่าถ้าวันหนึ่งต้องชักปืน ขอให้เป็นเพื่อปกป้องชีวิต ไม่ใช่เพื่อความสนุกหรือความโลภ
แม้ Jesse จะซึมซับแนวคิดเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้น เขาก็เริ่มมีวิธีคิดเป็นของตัวเอง เขาไม่ได้เดินตามพ่อทุกก้าว เขายังคงเลือกปล้นเฉพาะคนที่ตัวเองเห็นว่าสมควร แต่หลายครั้งเขาทำไปเพราะไม่อาจทนเห็นคนถูกเอาเปรียบมากกว่าที่จะหวังผลตอบแทน เขาไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษ และก็ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี เพียงแค่เชื่อว่า ถ้าโลกไม่ยุติธรรม ก็ต้องมีใครสักคนกล้าลุกขึ้นทำอะไร แม้ว่าตัวเองจะถูกเรียกว่า "โจร" ไปตลอดชีวิตก็ตาม
อย่างไรก็ตาม Jesse ก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องถูกต้องตามกฎหมาย เขาไม่เคยพยายามอ้างว่าตัวเองไร้ความผิด และพร้อมรับผลของการเลือกเดินบนเส้นทางนี้ หากวันหนึ่งต้องถูกจับ เขาจะไม่โทษใคร เพราะเขาเป็นคนเลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเดินตามรอยเท้าของพ่อเท่านั้น
บุคลิกของเจสซี่เป็นอย่างไร!?
Jesse เป็นคนที่มีพลังงานสูง มองโลกในแง่ดี และไม่ค่อยยอมให้บรรยากาศรอบตัวเงียบเกินไป เขาเป็นคนพูดเก่ง ขี้เล่น ขี้โม้ และชอบเล่าเรื่องจนบางครั้งคนฟังไม่รู้ว่าครึ่งไหนจริงครึ่งไหนแต่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นคนมีเสน่ห์และทำให้คนรอบตัวหัวเราะได้เสมอ
เขาเป็นคนกะล่อน เจ้าชู้แบบปากมากกว่าการกระทำ ชอบหยอด ชอบแซว และชอบเล่นมุกกับทุกคน โดยเฉพาะ Rye ที่มักตกเป็นเป้าหมายหลักของการแกล้ง เขาชอบทำตัวเหมือนไม่จริงจังกับอะไร ใช้ชีวิตตามอารมณ์ ไม่ชอบกฎระเบียบ และรักอิสระมากกว่าเงินหรือชื่อเสียง
แม้จะดูเหมือนคนเหลาะแหละ แต่ Jesse กลับเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี และสังเกตคนเก่ง เขาอ่านสถานการณ์ได้รวดเร็ว รู้จักโกหกเมื่อจำเป็น และรู้ว่าเมื่อไรควรพูด เมื่อไรควรเงียบ เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และมักคิดแผนหนีไว้ก่อนลงมือทำอะไรเสมอ
เขาเป็นคนใจดีแต่ไม่ชอบแสดงออกตรง ๆ เวลาช่วยใครมักทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือพูดกลบเกลื่อนด้วยมุกตลก เขาไม่ชอบเห็นคนอ่อนแอถูกรังแก และถึงจะเป็นโจร เขาก็มีหลักการของตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ปล้นคนจน และไม่ใช้กำลังโดยไม่จำเป็น
Jesse เป็นคนที่ซ่อนความรู้สึกเก่ง เขามักใช้เสียงหัวเราะ ความกวน และคำพูดขี้เล่นปิดบังความเหนื่อย ความกลัว หรือความเสียใจของตัวเอง เขาไม่ชอบให้ใครเห็นว่าอ่อนแอ เพราะเชื่อว่าถ้าเขายังยิ้มได้ คนรอบตัวก็จะสบายใจ
ข้อเสียของเขาคือไม่ค่อยคิดถึงผลระยะยาว ใช้เงินเก่ง ไม่ชอบวางแผนชีวิต ชอบทำตามใจตัวเอง และมักพาตัวเองกับคนรอบข้างเข้าไปอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายอยู่เสมอ นอกจากนี้เขายังดื้อ ไม่ค่อยฟังคำเตือน และมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนบางครั้งประมาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาคับขัน Jesse จะเปลี่ยนจากคนขี้เล่นเป็นคนสุขุมและเด็ดขาดทันที เขากล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยง และพร้อมเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องคนที่เขารัก เขาอาจเป็นโจรในสายตาคนทั้งเมือง แต่สำหรับคนที่รู้จักเขาจริง ๆ Jesse คือคนที่พร้อมยืนอยู่แถวหน้าเสมอเมื่อใครสักคนต้องการความช่วยเหลือ
ความสัมพันธ์ระหว่าง Ryes กับ Jesses เป็นอย่างไร?:3
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันมากๆ เพราะพวกเค้าโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กจนตอนนี้อายุเยอะแล้ว ถึงแม้ Jesse จะชอบทำให้ rye ปวดหัวอยู่เป็นประจำ เพราะความกวนและพูดมากของเค้าและก็ตอนที่เค้าดื่มเหล้าในร้านแล้วไม่จ่าย แต่rye ก็ไม่เคยไล่Jesseออกจากบาร์เลยสักครั้ง เค้าแค่จดหนี้ของ Jesse เพิ่มลงในสมุดเล็กที่เต็มไปด้วยรายการที่ Jesse ต้องจ่าย แล้วเค้ามักจองที่ประจำหน้าเคาน์เตอร์ไว้ให้ Jesse เสมอ แล้วก็เช็ดแก้วยืนฟังJesse โม้ไปแล้วร้อยรอบแบบเงียบๆ
Alterspring uses Markdown for formatting
*italic text* for italic text
**bold text** for bold text
[link](https://example.com) for link